บทที่ 1 ลมหายใจสุดท้ายของแม่

เสียงเครื่องช่วยหายใจดังเป็นจังหวะเชื่องช้าแข่งกับความเงียบ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อลอยปะปนกับไอเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศ ปรางปวีร์นั่งเกาะขอบเตียงผู้ป่วย สองมือเล็กกอบกุมฝ่ามือซูบซีดของหญิงวัยกลางคนเอาไว้แน่น

“แม่... อย่าเพิ่งหลับสิ อยู่คุยกับปรางก่อนนะ”

หญิงสาวกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงเผาะลงบนหลังมือของคนเป็นแม่

“ปราง... ร้องไห้ทำไม... ลูก...” เสียงแหบพร่าดังลอดหน้ากากออกซิเจนออกมาอย่างยากลำบาก

“ปรางไม่ได้ร้อง แค่ฝุ่นเข้าตาเอง แม่เจ็บตรงไหนไหม ให้ปรางเรียกพยาบาลมาขอยาแก้ปวดเพิ่มให้เอาไหม”

“ไม่ต้องหรอกลูก... แม่ไม่เจ็บแล้ว”

คนบนเตียงปรือตาขึ้นช้าๆ ลมหายใจรวยรินเต็มที ทว่าสายตาฝ้าฟางกลับไม่ได้จับจ้องที่ใบหน้าลูกสาว เธอพยายามชะเง้อและเหลือบมองข้ามไหล่ของปรางปวีร์ ไปยังร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่เงียบๆ ตรงมุมห้อง

“คุณท่าน...”

ชายผู้มีอำนาจแห่งตระกูลใหญ่ขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้เตียง เขาก้มลงมองหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความทรงจำอันงดงามด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา

“ฉันอยู่นี่แล้วประภา... ฉันอยู่นี่”

“หนูปราง... ฝาก...”

“ไม่ต้องห่วง” น้ำเสียงของชายวัยกลางคนหนักแน่นและทรงพลัง

“ฉันสัญญา... ฉันจะดูแลหนูปรางให้ดีที่สุด จะให้การศึกษา ให้อนาคต จะไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายลูกสาวของเธอได้”

หยาดน้ำตาไหลซึมจากหางตาคนป่วย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนริมฝีปากแห้งผาก ราวกับห่วงที่หนักอึ้งที่สุดในชีวิตได้รับการปลดเปลื้องลงเสียที

“แม่... แม่กับคุณลุงคุยเรื่องอะไรกัน ปรางไม่เข้าใจ” ปรางปวีร์ส่ายหน้า ลุกลี้ลุกลนบีบมือแม่แน่นขึ้น

“แม่ต้องอยู่กับปรางสิ เรามีกันแค่สองคนนะ ปรางไม่ไปอยู่กับใครทั้งนั้น!”

“ปราง... ฟังแม่นะลูก” หญิงวัยกลางคนพยายามบีบมือลูกสาวตอบ แม้จะแทบไร้เรี่ยวแรง

“ลูกต้องเข้มแข็ง... ไปอยู่กับลุงเขานะ... เป็นเด็กดี... ช่วยดูแลลุงแทนแม่ด้วย”

“ไม่เอา! ปรางไม่ไป! แม่ต้องหายสิ ไหนหมอบอกว่ายาตัวใหม่จะทำให้แม่ดีขึ้นไง แม่หลอกปรางทำไม! แม่สัญญากับปรางแล้วไงว่าจะรอดูวันรับปริญญา ทนอีกนิดเดียวนะแม่!”

“ชีวิตคนเรา... ฝืนไม่ได้หรอกลูก... แม่เหนื่อยแล้ว...”

“ไม่เอานะแม่! อย่าเพิ่งยอมแพ้สิ มองหน้าปรางก่อนแม่!”

“แม่... รักปรางนะ... จำไว้... แม่รัก...”

มือที่เคยพยายามบีบตอบตกลงข้างลำตัว ดวงตาของหญิงวัยกลางคนปิดสนิทลง พร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย

ตี๊ดดดดดดดดด!

เสียงสัญญาณชีพจรที่เคยวัดจังหวะการเต้นของหัวใจกลายเป็นเสียงแหลมยาวบาดหู เส้นกราฟบนหน้าจอมอนิเตอร์วิ่งเป็นเส้นตรงสีแดงระนาบ

โลกทั้งใบของปรางปวีร์พังทลายลงตรงหน้า หูอื้ออึงจนไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกต่อไป ภาพสุดท้ายที่เห็นคือพยาบาลที่ค่อยๆ ดึงผ้าขาวผืนบางขึ้นมาคลุมปิดใบหน้าของแม่จนมิด เรี่ยวแรงทั้งหมดสูญสลายไปในพริบตา หญิงสาวทรุดฮวบลงกับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างสิ้นหวังอยู่ข้างเตียง

...

เวลาผ่านไปราวกับฝันร้ายที่ลืมตาไม่ขึ้น กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อของโรงพยาบาลถูกแทนที่ด้วยกลิ่นธูปและดอกไม้จันทน์

ควันธูปจางๆ ลอยอ้อยอิ่งเหนือกระถางทองเหลือง บรรยากาศในศาลาวัดขนาดเล็กยิ่งดูอ้างว้างเงียบเหงา ปรางปวีร์ในชุดนักศึกษาที่ยับย่นนั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้พลาสติกแถวหน้าสุด ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักเอาแต่จ้องมองกรอบรูปไม้หน้าโลงศพเงียบๆ ร่างกายไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับตัว

“สั่งเปลี่ยนดอกไม้หน้าโลงใหม่ทั้งหมด เอาแบบที่สวยและสมเกียรติที่สุด” เสียงทุ้มหนักแน่นดังขึ้นจากทางหน้าประตูศาลา

“ครับท่านประธาน แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายทางวัด...”

“ฉันจัดการเองทั้งหมด ติดต่อเจ้าอาวาสให้เรียบร้อย เหมาอาหารเลี้ยงแขกทุกคืนด้วย เอาเจ้าที่อร่อยที่สุดในจังหวัดมาเลย งานของประภาต้องออกมาดีที่สุด อย่าให้ขาดตกบกพร่องเด็ดขาด”

“รับทราบครับท่าน ผมจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้”

เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดังใกล้เข้ามา ปรางปวีร์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำสนิทเดินตรงเข้ามาหาเธอ ด้านหลังมีลูกน้องในชุดดำอีกสามคนยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ

เขาคือคนคนเดียวกับที่คอยมาเยี่ยมเธอกับแม่ทุกสัปดาห์ คนที่ซื้อขนมมาฝาก คอยถามไถ่เรื่องเรียน และคือคนที่อยู่กับเธอในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตแม่

คุณลุง...” หญิงสาวเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ชายวัยกลางคนทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ เอื้อมมือหนาไปลูบศีรษะเธออย่างเบามือ

“ร้องไห้ซะให้พอ ร้องออกมาให้หมดเลยลูก วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ลุงจะยอมให้หนูเสียน้ำตา”

“ปรางไม่เหลือใครแล้วค่ะคุณลุง ปรางไม่เหลือใครแล้วจริงๆ” เธอสะอื้นฮัก น้ำตาที่เพิ่งแห้งไปทะลักออกมาอีกระลอก

“ใครบอกว่าหนูไม่เหลือใคร หืม?” เขาดึงมือที่เย็นเฉียบของเธอมากุมไว้หลวมๆ

“ลุงอยู่นี่ไง ลุงมาหาหนูแล้ว”

“แต่แม่ไม่อยู่แล้ว... ปรางจะอยู่ยังไงคะ ปรางทำอะไรไม่ถูกเลย ปรางเหมือนใจจะขาด...”

“ลุงรู้ ลุงเข้าใจ” เขาลูบหลังมือเธอเบาๆ

“หนูทำดีที่สุดแล้ว หนูปรางเป็นลูกที่น่ารักของแม่ประภามาตลอด ตอนนี้แม่เขาไปสบายแล้ว หนูเองก็ต้องเดินหน้าต่อนะ”

“ปรางกลัวค่ะคุณลุง ไม่มีแม่แล้วปรางไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อยังไง”

“หนูไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนั้นเลย ปรางปวีร์”

เขามองสบตาเธอตรงๆ น้ำเสียงดังกังวานและเด็ดขาดจนกลุ่มชาวบ้านที่มาร่วมงานหันมามอง

“ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป หนูคือคนของตระกูลฉัน ฉันจะรับอุปการะหนู ส่งเสียให้เรียนจนจบ และดูแลทุกอย่างในชีวิตหนูเอง จะไม่มีใครหน้าไหนกล้าดูถูกหรือรังแกหนูได้ ฉันขอประกาศไว้ตรงนี้เลย”

ปรางปวีร์ส่ายหน้าช้าๆ

“คุณลุง... แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่ ลุงรับปากแม่หนูไว้แล้ว และลุงก็รักหนูเหมือนลูกคนหนึ่ง ลุงทิ้งหนูไว้คนเดียวไม่ได้หรอก”

“ปรางก็เคารพคุณลุงนะคะ แต่ปรางไม่ใช่สายเลือด...”

“สายเลือดมันไม่สำคัญเท่าความผูกพันหรอกหนูปราง ลุงเห็นหนูมาตั้งแต่เกิด ลุงรู้ว่าหนูเป็นเด็กยังไง” เขายิ้มบางๆ แววตาแฝงความอบอุ่นลึกซึ้ง

“ไม่ต้องกลัวนะลูก ต่อไปนี้... เรียกฉันว่าพ่อ”

ปรางปวีร์ชะงักไปเล็กน้อย เธอก้มหน้ามองมือตัวเองที่ถูกกุมไว้แน่น

“ปราง... ขอเรียกคุณลุงเหมือนเดิมได้ไหมคะ ปรางยังไม่ชิน... ปรางเกรงใจจริงๆ ค่ะ”

บทถัดไป